วัดจันทร์

ปัจจุบันวัดจันทร์เป็นที่ตั้งของศูนย์อบรมศีลธรรมและส่งเสริมพระพุทธศาสนาบนพื้นที่สูงของโครงการพระธรรมจาริก วัดศรีโสดา จ.เชียงใหม่ มีหน้าที่ดูแลพระธรรมจาริกและอาศรมต่างๆ ในเขตอำเภอแม่แจ่มตอนบน รวมทั้งสิ้น 27อาศรมฯ พิกัด บ้านวัดจันทร์ : N19 deg 03.868’, E98 deg 17.788’

-


วัดจันทร์เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในเขตขุนแจ่ม มี 3ตำบลหลักคือตำบลบ้านจันทร์ ตำบลแม่แดด และตำบลแจ่มหลวง ไม่สามารถที่จะทราบแน่ชัดว่าตั้งขึ้นเมื่อได แต่สันนิฐานว่า สร้างขึ้นมานานกว่า 300ปีที่ผ่านมา สาเหตุที่ชื่อว่า “ วัดจันทร์ “ มีผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเล่าว่า บ้านวัดจันทร์ เดิมทีไม่มีชื่อเรียกเช่นนั้น แต่ที่มีชื่อเช่นนี้เพราะว่า มีคนชื่อ “จันทร์ “ เป็นชาวล้านนา ที่ถูกขับไล่ออกจากครอบครัว เพราะทำผิดจารีตประเพณีของตระกูล เดินทางมาเป็นแรมเดือน มาถึงบริเวณบ้านวัดจันทร์เห็นว่าสถานที่แห่งนี้มีทำเลที่เหมาะแก่การสร้างหมู่บ้านเป็นอย่างมาก เพราะมีสถานที่กว้างขวางมีสายน้ำแม่แจ่มไหลผ่านทางทิศตะวันออก จึงตัดสินใจที่จะปักหลักอาศัยอยู่ตรงนี้ แต่ในที่สุดหลังจากมาพักในบริเวณวัดจันทร์ได้ไม่นาน ทางบ้านเมืองล้านนาเกิดอาเพศอย่างร้ายแรง ข้าวยากหมากแพง ไม่มีผู้ไดแก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยนายจันทร์เท่านั้นที่จะทำให้เหตุการณ์สงบลงได้ ทางมารดาต้องให้ทาสบริวารมาตามนายจันทร์ไห้กลับเมืองล้านนาอย่างรีบด่วน เมื่อทาสบริวารของมารดามาถึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองล้านนาจนหมดสิ้น แต่ถูกนายจันทร์ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง แต่ในที่สุดทนคำขอร้องไม่ได้ จึงต้องกลับตามคำสั่งมารดา แต่มีข้อแม้ว่า ต้องให้ชาวบ้านปลูกต้นไม้ระหว่างสองข้างทางก่อน เพื่อมิให้ตัวเองถูกแดดถูกฝน นอกจากนั้นจะกลับบนหลังคน ทางมารดาต้องให้ทาสบริวาร ทำตามที่ลูกขอทุกประการ โดยให้มีการปลูกต้นไม้ระหว่างสองข้างทาง และให้คนนอนเรียงกันให้นายจันทร์เดินข้ามจนสิ้นสุดระยะทาง สุดท้ายนายจันทร์ก็เดินทางกลับเมืองล้านนา เพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ด้วยเหตุนี้บริเวณนี้จึงเรียกหมู่บ้านแห่งนี้ว่า “ บ้านจันทร์ “ ตั้งนั้นบัดนั้นเป็นต้นมา จากนั้นมีชนเผ่าลั๊วะ ที่มาบุกเบิกสร้างหมู่บ้านอย่างไม่เป็นเป็นทางการ มีการปักที่อยู่ในท้องที่ต่างๆ พร้อมทั้งแบ่งกันเป็นกลุ่มในการสร้างวัดในที่ต่างๆเป็นจำนวนมาก จากนั้นมีการโยกย้ายที่ จึงทำให้วัดและพระเจดีย์หลายที่ขาดการดูแลรักษา ทำให้ต้องกลายเป็นวัดร้างไป เหลือแต่เจดีย์ที่ตั้งอยู่ในบริเวณวัดบ้านจันทร์ที่สร้างขึ้นมาของชาวลั๊วะอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่มีคนมาบูรณปฏิสังขรณ์ เพื่อเป็นที่สักการบูชาจนถึงปัจจุบัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บ้านจันทร์มีชื่อเป็นภาษาท้องถิ่นชาวปกาเกอะญอว่า“โข่ค่อทิ “ซึ่งคำว่า โข่ แปลว่า พระเจดีย์ ( พระธาตุ ) โข่ค่อทิ จึงมีความหมายว่า บ้านตีนธาตุ โดยอาศัยพระเจดีย์ที่สร้างในวัดจันทร์เป็นเจดีย์องค์ที่สร้างขึ้นเป็นองค์แรก จากนั้นก็สร้างพระเจดีย์ลูกเพิ่มอีก 2องค์  องค์แรกตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน มีชื่อท้องถิ่นว่า “ โข่กล๊อมอ “ ลูกองค์ที่ 2อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีชื่อว่า “พระธาตุจอมแจ้ง “ ทั้ง 3องค์นั้นสร้างขึ้นในเวลาที่ใกล้เคียงกัน

ซึ่งในสมัยก่อนบริเวณวัดจันทร์เป็นป่าทึบ ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ เต็มไปด้วยแมกไม้นานาชนิด โดยเฉพาะรอบๆ บริเวณหมู่บ้านเต็มไปด้วยไม้สนจำนวนเป็นพันๆ ไร่ แต่บริเวณบ้านจันทร์ มีสถานที่สร้างพระสถูปเจดีย์เก่า  ที่ปรักหักพัง ตลอดถึงฐานของโบสถ์และวิหารอยู่หลายแห่ง ที่มีชนเผ่าลั๊วะที่มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้มาสร้างทิ้งไว้ในเขตตำบลบ้านจันทร์มีหลายแห่ง จากนั้นชนเผ่าลั๊วะก็อพยพโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานอื่น ทำให้วัดจันทร์เป็นหมู่บ้านร้างในที่สุด เหตุที่ชื่อว่าวัดจันทร์ ก็มาจากพื้นที่นี้มีนายจันทร์และการสร้างวัดมากมายในพื้นที่นี้ จึงมีชื่อว่า “วัดจันทร์”

ต่อมามีพระธุดงค์อยู่รูปหนึ่งจาริกจากประเทศพม่ามีนามว่า“หลวงพ่ออุตตมะ“ มาเห็นบริเวณวัดจันทร์เป็นสถานที่สงบยิ่งนัก จึงปักกลดบำเพ็ญเพียรภาวนา  ในขณะนั้นมีชาวบ้านขุนแจ่มน้อย นามว่า พ่ออุ้ยดูลอย   กับชาวบ้านห้วยตอง นามว่า พ่ออุ้ยคำหมื่น ได้มาพบหลวงพ่ออุตตมะที่นั่งปักกลด ในบริเวณวัดบ้านจันทร์ จึงเกิดความศรัทธาเลื่อมใสยิ่งนัก คิดที่มาทำบุญถวายทานกับหลวงพ่ออุตมะเป็นประจำ แต่เนื่องจากหมู่บ้านขุนแจ่มน้อยและห้วยตองอยู่ไกลจากบ้านวัดจันทร์ ประกอบกับการคมนาคมมีความยากลำบาก การมาทำบุญทุกวันย่อมไม่สะดวกนัก จึงได้ตกลงกันว่าจะย้ายมาตั้งรกรากอยู่ที่บ้านจันทร์ ตอนแรกมีเพียง 4 ครอบครัว หลังจากที่ย้ายมาแล้วได้ประกาศเชิญชวนชาวบ้านในหมู่บ้านบ้านใกล้เคียงมาช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ โดยมีหลวงพ่ออุตตมะ เป็นประธาน หลังจากได้ช่วยกันบูรณะพระเจดีย์ใกล้จะสำเร็จ หลวงพ่ออุตตมะก็ลาชาวบ้าน เพื่อธุดงค์กลับประเทศพม่า และในระหว่างการเดินท่านได้เกิดอาพาธอย่างหนัก ในที่สุดท่านก็มรณะในระหว่างเดินทาง

ต่อมาประมาณ พุทธศักราช 2473 มีพระครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทยได้เดินธุดงค์มาทางอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผ่านบ้านเมืองแปงและมาวัดบ้านจันทร์ จึงได้มาพักค้างคืนที่วัดจันทร์เห็นพระธาตุที่สร้างไว้ยังไม่แล้วเสร็จ จึงนำชาวบ้านมาบูรณะพระเจดีย์ที่ยังไม่เสร็จ หลังจากที่การบูรณะเสร็จสิ้นก็มีการยกยอดฉัตรโดยพระบาเจ้าศรีวิชัย มีการทำบุญเฉลิมฉลองกัน 7วัน หลังจากเสร็จพิธีการยกยอดฉัตร ครูบาเจ้าศรีวิชัยก็จาริกไปทางอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่

ต่อจากนั้นชาวบ้านก็นิมนต์ พระอินทนน ไม่ทราบฉายา มาอยู่ประจำวัดบ้านจันทร์ ซึ่งในสมัยนั้นมีวัดจันทร์วัดเดียวเท่านั้น ในแต่ละปีจะมีชาวบ้าน มาร่วมทำบุญเป็นประจำทุกปีเป็นจำนวนมาก

ในปี พ.ศ. 2516 ได้มีชาวบ้านนำโดย นายริโย ชัยมังกร ผู้ใหญ่บ้าน นายสะนุแกะ นายสวยคา ผานุ เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านวัดจันทร์ ได้ไปติดต่อท่านพระครูกิตติ ศีลคุณ เจ้าอาวาสวัดเจียง ตำบลช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม รองเจ้าคณะอำเภอ อยากได้พระภิกษุสงฆ์ไปอยู่ประจำวัดจันทร์ เพราะเป็นวัดเก่าแก่ แต่เคยเป็นวัดร้างช่วงที่ขาดพระภิกษุประจำก่อนที่จะมาติดต่อ ที่ผ่านมาได้มีพระภิกษุที่เป็นพระกะเหรี่ยงอยู่มาก่อน 2รูป คือ พระกร ชินวณุโณ และ พระสมัคร วิชโย ก่อนที่พระสมัครได้ลาสิกขา เหลือแต่พระกร  ชินวณฺโณ ท่านก็ชราภาพ ต่อมาก็มรณภาพ ไม่มีพระอยู่ประจำ บางปีก็มีพระธุดง ไปพักแต่ไม่จำพรรษา    ท่านพระครูกิตติ ศีลคุณ จึงแนะนำให้ไปหา พระครูโอภาส คณะภิบาล วัดหมื่นล้าน ตำบลหายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอแม่แจ่ม ในขณะนั้น คณะศรัทธานำโดยนายริโย ชัยมังกร   จึงเข้าไปในเมือง ไปหาเจ้าคณะอำเภอไปเรียนให้ท่านทราบตามคำแนะนำของท่านพระครูกิตติ ศีลคุณ เจ้าคณะอำเภอก็รับคำ แล้วแนะนำให้ไปขอพระธรรมจาริกที่วัดศรีโสดา ซึ่งมี พระศรีวงศ์ หัวหน้าพระธรรมจาริก วัดศรีโสดา  จึงจัดส่ง พระอุไร   มหาวีโร เป็นผู้ขึ้นไปปฏิบัติงาน ในวันที่ 12เมษายน 2516 คณะศรัทธานำโดยผู้ใหญ่บ้านนายริโย ชัยมังกร ผู้ใหญ่บ้านวัดจันทร์ และนายโกเซ ผู้ใหญ่บ้านโป่งขาว ไปรับที่วัดศรีโสดา

ต่อมาพระธรรมจาริก จึงได้นำเรื่องเสนอต่อ ท่านนาย อำเภอแม่แจ่มและหัวหน้าหมวดการศึกษาขอตั้งโรงเรียนใช้ชื้อโรงเรียนธรรมวงศ์วิทยา “ธรรมจาริกอุปถัมภ์” เมื่อได้รับการอนุมัติอนุญาตให้สร้างโรงเรียนก็ได้สร้างอาคารชั่วคราวขึ้นทำการสอนโดยอาจารย์ใหญ่คือ ครูดวงเดช คำออน เป็นครูสอนคนแรกร่วมกับนาย นนทชัย ทองก้อนสิงห์ ครูกรมประชาสงเคราะห์ และพระธรรมจาริกสอนร่วมกัน   ต่อมาได้เปิดอย่างทางการแล้ว พระอุไร มหาวีโร ก็ได้ย้ายจากบ้านวัดจันทร์ในปี พ.ศ. 2519ได้มีพระไปประจำต่อคือ พระศาสนะ

สาสโน และ พระประเสริฐ ติรสโธ ได้ปฏิบัติงานต่อไป

ต่อมาในปีพุทธศักราช 2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมชาราชีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิสยามบรมราช และสมเด็จพระเทพรัตนรัชสุดา เสด็จเยี่ยมพสกนิกร ชาวเขาในถิ่นทุรกันดาร มีการจัดตั้งศูนย์ศีลปาชีพ เพื่อเสริมสร้างรายได้จากการทอผ้าจำหน่าย ให้แก่ชาวบ้านในตำบลบ้านจันทร์

ในวันที่ 8เมษายน พ.ศ. 2551 ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ยกสถานะวัดร้างขึ้นเป็นวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษา

ปัจจุบันวัดจันทร์เป็นที่ตั้งของศูนย์อบรมศีลธรรมและส่งเสริมพระพุทธศาสนาบนพื้นที่สูงของโครงการพระธรรมจาริก วัดศรีโสดา จ.เชียงใหม่ มีหน้าที่ดูแลพระธรรมจาริกและอาศรมต่างๆ ในเขตอำเภอแม่แจ่มตอนบน รวมทั้งสิ้น 27อาศรมฯ

สภาพภูมิศาสตร์วัดบ้านจันทร์

            สภาพโดยทั่วไปของชุมชนตำบลบ้านจันทร์ (มูเจะคี) เป็นหมู่บ้านของชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยง (ปกา-เกอะญอ) มีขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม การแต่งกาย ภาษาพูด และภาษาเขียนเป็นตัวของตนเอง มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย รักความสงบ ความสัมพันธ์ในเครือญาติที่ยอดเยี่ยม สภาพโดยทั่วไปของชุมชนตำบลบ้านจันทร์ตั้งอยู่ในขุนน่านน้ำแม่แจ่ม บริเวณหมู่บ้านเต็มไปด้วยต้นสนจำนวนเป็นหลายพันไร่ สภาพอากาศในฤดูหนาว   อุณหภูมิติดลบทุกปี มีเมฆหมอกกระจายในท้องที่ต่างๆ อย่างสวยงาม 

การเดินทาง

ตำบลบ้านจันทร์อยู่ห่างจากตัวอำเภอแม่แจ่มประมาณ  240 กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 140 กิโลเมตร การคมนาคมเป็นถนนลูกรังการสัญจรไปมามีความยากลำบาก โดยเฉพาะฤดูฝนการสัญจรลำบากมาก เส้นทางการเข้าออกวัดบ้านจันทร์ มีเส้นทางอยู่ 4 ทาง คือ

            เส้นทางที่ 1 เส้นทาง วัดจันทร์ - สะเมิง – เชียงใหม่   สภาพถนนช่วงวัดจันทร์ – บ่อแก้ว

เป็นถนนลูกรังที่เหลือจากนั้นเป็นทางลาดยาง มีรถประจำทางวิ่ง วันละ 2 เที่ยว

เส้นทางที่ 2 เส้นทาง วัดจันทร์ - ปาย สภาพถนนลูกรัง ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร มีรถโดยสาร วันละ 1เที่ยว 

เส้นทางที่ 3 เส้นทาง วัดจันทร์ - ขุนแม่รวม - แม่นาจร - อำเภอแม่แจ่ม สภาพถนนลูกรัง ระยะทางประมาณ 120 กิโลเมตร ไม่มีรถโดยสาร  

เส้นทางที่ 4 เส้นทาง วัดจันทร์ - ห้วยตอง - ห้วยปูลิง - แม่ฮ่องสอน สภาพถนนลูกรังการสัญจรด้วยยานพาหนะมีความลำบาก ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร

ร้านอาหาร

                ร้านอาหารอยู่ไม่ห่างมากนักจากวัดจันทร์ แต่จะห่างประมาณ 4-5 กิโลเมตรเมื่อไปเทียบกับการไปโครงการหลวงวัดจันทร์ และ อ.อ.ป.องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ โดยร้านอาหารและวัดจะเป็นเหมือนจุดพักในหมู่บ้าน มีทางแยกไปทั้งทางไปปาย โครงการหลวง บ้านสันม่วง หรือแม้แต่ทางไปสะเมิง

อ้างอิง