สุภาฟาร์มผึ้ง

779 หมู่ 1 ตำบลริมใต้ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

0 5329 7329


จำหน่ายสินค้า ดังนี้ 1. น้ำผึ้งแท้ 100 % 2. นมผึ้งสด / แคปซูล 3. เกสรดอกไม้ 4. ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผึ้ง 5. ขนมแครกเกอร์จากเกสรดอกไม้ ตรา โพลีนี่ 6. นำผึ้งผสมมะนาว ตรา ซูลาร์ 5.

ประวัติความเป็นมาของสุภาฟาร์มผึ้ง เจ้าของกิจการ คุณสมบูรณ์และคุณสุภา ยาวิเลิศ ก่อนจะมีวิถีชีวิตมาเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งอย่างจริงจังนั้น เคยมีอาชีพเป็นข้าราชการครูมาก่อน และจบวิชาชีพทางครูทั้ง 2 คน (คุรุศาสตร์บัณฑิตวิทยาลัยครูเชียงใหม่) มีโรงเรียนอนุบาลเป็นของตนเอง ความพอใจไม่เคยหยุดแค่วิชาชีพครูเมื่อมองเห็นลู่ทางอาชีพทางเลือกใหม่ ก็ชั่งใจดูว่า อาชีพการเลี้ยงผึ้งน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี จึงเริ่มศึกษา และเรียนรู้อย่างจริงจัง ทั้งเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติในภาคสนามเป็นเวลาร่วมปี ในขณะนั้นมีคนเลี้ยงผึ้งชาวไต้หวันมาเช่าบ้านเป็นที่เลี้ยงผึ้ง ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จึงแวะเวียนมาเยี่ยมบ้านและพูดคุยการเลี้ยงผึ้งเป็นอย่างไร เลี้ยงอย่างไร ใช้ทุนมากน้อยแค่ไหน เลี้ยงแล้วจะให้ผลตอบแทนคุ้มค่าอย่างไร ข้อสงสัยหรือคำถามเหล่านี้ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ไม่มีคำอธิบายที่น่าพึงพอใจ แต่มีบางประโยคที่เป็นเชิงท้าทายอยู่ว่า เป็นครูอยู่ 10 ปี จะสู้การเลี้ยงผึ้งแค่ 5 ปี ไม่ได้นั่นก็หมายความว่า ถ้าเลี้ยงผึ้ง 5 ปี จะมีเงินทอง มีฐานะดีกว่าเป็นครูถึง 10 ปี ทั้งหมดพูดได้ฟังได้อาจเป็นไปได้ แต่มีอีกประโยคหนึ่งที่คนไต้หวันพูดไทยไม่ชัด กลับเป็นแรงบันดาลใจแก่เราทั้งสองคน ก็คือ“ถ้าครูเลี้ยงผึ้ง อะไร อะไร ก็มี เงินนะ ตึกสูง ๆ นะ” ประโยคหลังนี้แหละทำให้เราร่วมคิดพิจารณามองในอนาคตว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะมาเปรียบเทียบในอาชีพครู หรือรับราชการ อะไร อะไร ตึกสูง ๆ เงินนะ คงไม่มี เพราะช่วงนั้น (ปี 2528) งานหรืออาชีพสำรองทำมาเยอะแล้ว เช่น ขายของชำ ออกบัตรเครดิต ขายของเร่ ทำอาหาร ร้านเสริมสวย สอนพิเศษนักเรียน ทำสวน ดูก็ยังไม่ดีขึ้น จึงตัดสินใจไปฝึกเลี้ยงผึ้งกับคนไต้หวัน เรียกเขาว่า “อาแปะ” (ชื่อจริงว่า คุนเฉินจิน อายุ 60 ปีเศษ) อาสาไปเลี้ยงผึ้งกับคนงานของเขาทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ช่วงไปเลี้ยงผึ้งกับเขานั้น ไม่มีคำสอนและคำอธิบายว่า เลี้ยงผึ้งอย่างไร เขาบอกว่าดูเอาเอง สงสัยไม่เข้าใจอะไรถามได้ การเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง จึงเกิดในช่วงนั้นและต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน ปลายปี พ.ศ. 2528 ได้ซื้อผึ้งมาเลี้ยงจำนวน 10 รัง ขยายได้ 3 รัง ปี 2529 ซื้อผึ้งอีก 10 รัง (รังละ 2,000 บาท) ตลอดปีขยายได้รวม 36 รัง ช่วงนี้ล้มลุกคลุกคลาน ลองผิดลองถูก แต่ดีที่มีพี่เลี้ยงคอยดูแลอยู่ด้วย ในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2529 ได้สลัดน้ำผึ้งดอกไม้ลำไยที่อำเภอสารภี ได้น้ำผึ้งลำไยประมาณ 150 กิโลกรัม ดีใจมากทำกันเอง ได้น้ำผึ้งแล้วขายน้ำผึ้งไม่เป็น ยกให้อาแปะเอาของไปขายที่ประเทศไต้หวัน อีกไม่นานเขาเอาเงินมาให้หมื่นกว่าบาท ดีใจมาก เพิ่มกำลังใจขึ้นมากมาย จากปี พ.ศ. 2530 ก็มีทักษะความชำนาญ สามารถขยายผึ้งได้มาจาก 2-300 รัง จากเดิมที่มีผึ้ง 36 รัง กิจการเริ่มสนุกมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจดีขึ้นโดยลำดับ ปี พ.ศ. 2533 คุณสุภา จึงออกจากอาชีพครูมาดำเนินกิจการเลี้ยงผึ้งเต็มตัว และเริ่มหาตลาดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผึ้งด้วยการบรรจุภัณฑ์ใส่ขวด 1 กิโลกรัม เร่ขายคนใกล้บ้าน คนที่รู้จักและขายส่งเป็นหลัก ทั้งในและต่างประเทศ ตามโอกาส ใช้ชื่อว่า “ตรา สุภาฟาร์มผึ้ง” ปี พ.ศ. 2535 ขยายกิจการสร้างอาคารเรือนโรงไม้ ขนาด 6x24 เมตร ใช้เป็นที่เก็บของวัสดุ-ภัณฑ์ มีความสะดวกขึ้นอีกระดับหนึ่ง ปี พ.ศ. 2536 อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร (นายอนันต์ ลาโลดม) มาเยี่ยมกิจการฟาร์มผึ้งทำให้มีกำลังใจที่จะต่อสู้กับอาชีพยิ่งขึ้น และปี พ.ศ. 2538 คุณสมบูรณ์ ยาวิเลิศ ได้ลาออกจากราชการ มาช่วยงานกันเต็มที่ ปีที่กิจการเลี้ยงผึ้งดีมาก ๆ คือ ปี พ.ศ. 2538 – 2539 เพราะมีดอกลิ้นจี่และดอกลำไยมากผลผลิตน้ำผึ้งได้ปริมาณมาก ราคาน้ำผึ้งดีมาก แต่ก็มีปี พ.ศ. 2541 กิจการน้ำผึ้งขาดทุน เพราะไม่มีดอกลิ้นจี่และดอกลำไย เนื่องจากดินฟ้าอากาศแปรปรวนร้อนอบอ้าวทั่วประเทศ และทั่วโลก จึงมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออาชีพการเลี้ยงผึ้ง ช่วงระยะปี พ.ศ. 2536 – 2544 มีการประชุมสัมมนาการเลี้ยงผึ้งเป็นระยะ จากศูนย์อนุรักษ์และขยายพันธุ์ผึ้งที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีสมาคมผู้เลี้ยงผึ้งภาคเหนือแห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการ และปี พ.ศ. 2533 – 2534 คุณสุภาได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกสมาคมผู้เลี้ยงผึ้งภาคเหนือแห่งประเทศไทย เป็นระยะเวลา 1 สมัย 2 ปี มีงานสำคัญ คือ ได้มีการประชุมผึ้งโลก (Bee World Expo 2000) เดือนมีนาคม พ.ศ. 2543 ที่จังหวัดเชียงใหม่ มวลสมาชิกผึ้งโลก 70 ประเทศ ได้มาดูงานที่สุภาฟาร์มผึ้ง นับได้ว่าเป็นเกียร์ติของฟาร์มผึ้งอีกครั้งหนึ่งด้วย ปี พ.ศ. 2542 ได้เข้าฝึกอบรบระบบ SME ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รับรู้แนวทางการขยายกิจการ โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยการส่งเสริมอุตสาหกรรม และได้รับการอนุเคราะห์ออกแบบบรรจุภัณฑ์จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมทั้งเข้าร่วมโครงการเครือข่ายธนาคารเพื่อการเกษตร หรือ ธกส. ในการพัฒนาคุณภาพสินค้า และการตลาด และได้ไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับกิจการผึ้งที่ประเทศจีน ประเทศไต้หวัน และประเทศเวียดนาม ปี พ.ศ. 2544 เข้าฝึกอบรมระบบ GMP (Good Manufactory Practice) คือ การจัดระบบโรงงานให้สะอาดของสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ทางสาธารณสุขจังหวัด เชียงใหม่ได้มาตรวจสอบ GMP แล้ว และได้ รับใบรับรองระบบ GMP ในปี พ.ศ. 2546 ปี พ.ศ. 2546 เริ่มตั้งเครือข่าย คือ มีเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งร่วมกันกลุ่มย่อย เป็นกลุ่มธรรมชาติเรียกว่า “กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งอำเภอแม่ริม” โดยมีคุณสุภา ยาวิเลิศ เป็นประธานกลุ่ม มีสมาชิก 23 ราย มีผึ้งประมาณ 9,000 รัง ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการจัดการเลี้ยงผึ้งที่ดี ทำน้ำผึ้งให้มีคุณภาพและขยายการตลาดให้กว้างขวางขึ้นไป ช่วงนี้มีการประชาสัมพันธ์สินค้า ให้เข้าระบบหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ผลิตภัณฑ์สุภาฟาร์มผึ้งได้รับการคัดสรรเป็นผลิตภัณฑ์ระดับ 5 ดาว จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทั้งได้รับแบรนด์เนมเชียงใหม่ ชื่อว่า เชียงใหม่แบรนด์ หมายเลข 5009/47 ส่วนผลิตภัณฑ์น้ำผึ้ง 4 ชนิด ได้รับมาตรฐานจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว คือ ผึ้งดอกลำไย น้ำผึ้งดอกลิ้นจี่ น้ำผึ้งดอกไม้ป่าและน้ำผึ้งทานตะวัน ในปี พ.ศ. 2544 ปี พ.ศ. 2547 ได้รับเครื่องหมายรับรอง “ฮาลาล” จากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ. 2548 รอยัลเจลลี่ หรือ นมผึ้ง กระเทียมโทนดองน้ำผึ้ง และกระชายดำในน้ำผึ้ง ได้รับมาตรฐาน อย. และในปีเดียวกันก็ได้รับเครื่องหมายรับรอง GAP อาหารปลอดภัย เป็นฟาร์มผึ้งที่มีระดับมาตรฐานสากล จากกรมปศุสัตว์ ในปี พ.ศ. 2549 ได้รับมาตรฐาน อย. ผลิตภัณฑ์เกสรผึ้ง ส่วนอาหารแปรรูปอื่น ๆ จะได้ดำเนินการขอ อย. ต่อไป ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ได้ริเริ่มขยายการเลี้ยงผึ้งโดยแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้แก่ชุดเลี้ยงผึ้ง 30 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตน้ำผึ้งดอกลำไย ชุดละ 2 คน จนถึงปัจจุบัน สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง ยังมั่นใจในอาชีพ ซึ่งเป็นอาชีพทางเลือกที่ไปได้ดีอยู่ มีสมาชิกในรูปของสมาคมผู้เลี้ยงผึ้งภาคเหนือแห่งประเทศไทย ประมาณ 550 คน และผู้ริเริ่มเลี้ยงใหม่อีกส่วนหนึ่ง ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือ แนวทางในอนาคต เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งต้องเกาะติดอยู่กับสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา นั่นคือ วิชาการเลี้ยงผึ้งการตลาด อาหารผึ้ง คือ ดอกไม้น้ำหวานธรรมชาติตามฤดูกาล แต่ละปีจะมีสภาพที่ แตกต่างกันไป ผู้ที่มีหัวใจต่อสู้ ยังมีอนาคตอีกยาวไกล การตลาด เรามีทั้งคู่ค้าและคู่แข่ง ตลาดน้ำผึ้งภายในประเทศมีการแข่งขันที่ไม่รุนแรง ถ้าเปรียบเทียบกับตลาดต่างประเทศแล้วค่อนข้างรุนแรงเนื่องจากมีการเปิดเขตการค้าเสรี ซึ่งมีผลกระทบกับธุรกิจของเรา ทำให้ผู้เลี้ยงผึ้งจะต้องพัฒนาจนทัดเทียมสู้กับต่างประเทศได้ ทางฟาร์ม ของเราจึงเน้นทางด้านคุณภาพเป็นหลัก สินค้าทุกตัวจะต้องมีการตรวจสอบคุณภาพแล้ว ก่อนส่งถึงลูกค้า และสำหรับผลิตภัณฑ์ผึ้งชนิดอื่นก็ยังคงเป็นที่ต้องการในตลาดเป็นจำนวนมาก รวมถึงมีการแปรรูปจากผลิตภัณฑ์ผึ้งอีกด้วย สำหรับทางรัฐบาลในส่วนของกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ก็ได้มีการสนับสนุนให้เข้าร่วมแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งได้รับการตอบรับดีมากเพราะลูกค้ามั่นใจในคุณภาพของสินค้า และได้รับคำสั่งซื้อจาก ประเทศ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา เป็นต้น น้ำผึ้งคุณภาพดี หมายถึง น้ำผึ้งที่ไม่มีอะไรปลอมปน ได้แก่ น้ำตาล กลิ่น สี สารเคมีอื่น ๆ เป็นน้ำผึ้งที่มาจากเกสรดอกไม้ชนิดนั้น ๆ 100 เปอร์เซ็นต์ มีความชื้นไม่เกิน 21 เปอร์เซ็นต์ (มีความหนืด 79 – 80 เปอร์เซ็นต์) ยกเว้นน้ำผึ้งป่าซึ่งอาจจะมีเกสรน้ำผึ้งหลายดอกไม้ปะปนอยู่ มุมมองหรือปรัชญาชีวิตของคนเลี้ยงผึ้ง “ถ้าเลี้ยงเล่นๆ จะได้ของเล่น ถ้าเลี้ยงจริงๆจังๆก็จะได้คุณภาพชีวิตที่สูงค่ายิ่ง อย่าคิดว่าง่าย อย่าหมายว่ายาก ใจถึง ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน คุณสมบัติเหล่านั้นน่าจะเพียงพอที่จะเลี้ยงผึ้งได้ดี” การบริหารงาน เป็นธรรมชาติของการทำงานในหมู่มาก ต้องบริหารเงิน บริหารคน และเวลาให้เหมาะสมกับการจัดการเลี้ยงในแต่ละปี

Product List Price (Bath)
a
500.00 Bath